วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2026
  • Login
ปัตตานี
  • ปัตตานี
  • ข่าว
  • กิจกรรม
  • หางาน
  • ธุรกิจ
  • ร้านค้า
  • วิถีชีวิต
    • คนสำคัญ
  • สถานที่ท่องเที่ยว
  • สถานศึกษา
  • ผู้สนับสนุนเว็บ
  • ติดต่อเรา
No Result
View All Result
  • ปัตตานี
  • ข่าว
  • กิจกรรม
  • หางาน
  • ธุรกิจ
  • ร้านค้า
  • วิถีชีวิต
    • คนสำคัญ
  • สถานที่ท่องเที่ยว
  • สถานศึกษา
  • ผู้สนับสนุนเว็บ
  • ติดต่อเรา
No Result
View All Result
ปัตตานี
No Result
View All Result
Home ข่าว

เมื่อไรจึงจะมีสันติภาพในชายแดนใต้

ปัตตานี by ปัตตานี
4 ปี ago
in ข่าว
Reading Time: 1min read
158
0
100
SHARES
199
VIEWS
Share on FacebookShare on TwitterSent to LINE friend

เมื่อคืนวันที่ 25 พฤษภาคม 2565 เวลา 21.00 – 22.00 น. เหตุการณ์ความรุนแรงก็หวนมาสู่อำเภอตากใบอีกครั้งหนึ่ง โดยเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่บริเวณสถานีตำรวจน้ำพร้อมกัน 4 จุดคือ

จุดที่ 1 คือ ลานจอดรถทางเข้าท่าเทียบเรือยนต์ มีรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงและถูกเผา 3 คัน และรถกระบะของราชการเสียหาย 1 คัน โดยแต่ละคันได้รับความเสียหายจากลูกระเบิดแสวงเครื่องแบบไปป์บอมบ์

จุดที่ 2 คือ ถนนด้านหน้าของสถานีตำรวจน้ำตากใบ ห่างจากจุดที่ 1 ประมาณ 300 เมตร มีคนร้ายใช้ระเบิดไปป์บอมบ์และอาวุธปืน เอ็ม.16 ยิงและขว้างระเบิดสลับกันใส่อาคารด่านศุลกากร เจ้าหน้าที่ยิงต่อสู้กับคนร้ายนานประมาณ 10 นาที ก่อนที่คนร้ายจะอาศัยความมืดและความชำนาญพื้นที่หลบหนีไป จากการสอบสวนพบว่า คนร้ายมีจำนวนกว่า 10 คน โดยแยกกำลังออกเป็น 2 ชุด ชุดที่ 1 แฝงตัวเข้ามาบริเวณข้างกำแพงรั้วด้านขวามือ คนร้ายชุดที่ 2 แฝงตัวข้างรถยนต์ของชาวบ้านที่จอดอยู่บริเวณตรงข้ามประตูรั้วของสถานีตำรวจน้ำ คอยใช้อาวุธปืนยิงสกัดกั้นไม่ให้ตำรวจที่อยู่ภายในสถานีออกไปช่วยตำรวจซึ่งอยู่ด้านนอกอาคาร ผลการปะทะทำให้เจ้าหน้าที่โดนสะเก็ดระเบิดบาดเจ็บ 3 คน ซึ่งถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ล่าสุดอาการปลอดภัย

จุดที่ 3 คือ ถนนสายฮูมอลานัส – ตะปอเยาะ คนร้ายลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าจนหักโค่นขวางถนน จำนวน 6 ต้น โดยใช้ท่อแป็ปเหล็กหนัก 10 กิโลกรัมมัดไว้กับโคนเสาไฟฟ้า และจุดระเบิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

จุดที่ 4 คือ ถนนสายหน้าร้านสะดวกซื้อ คนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องซึ่งประกอบขึ้นและใส่ไว้ในถังแก๊สหนัก 20 กิโลกรัมไปวางไว้กลางถนน และจุดชนวนระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่จะอาศัยความมืดหลบหนีไป ได้โปรยตะปูเรือใบเป็นจำนวนมากบนถนนสายดังกล่าว

แม้เจ้าหน้าที่สอบสวนไม่ยืนยันว่าเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากการสร้างสถานการณ์ของผู้ก่อความไม่สงบ หรือเป็นการตอบโต้ของกลุ่มใด ด้วยสาเหตุใดและหวังผลอย่างไร แต่สังเกตได้ว่า การปฏิบัติการครั้งนี้มีการวางแผนโจมตีพร้อมกันหลายจุด และวางแผนการถอยหนีไว้อย่างดี จึงขอสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือของผู้ก่อความไม่สงบที่ต้องการแสดงศักยภาพในการก่อเหตุรุนแรง จากการสอบถามผู้รับผิดชอบคนหนึ่ง ทราบว่าฝ่ายผู้เห็นต่างให้คำตอบแบบภาคเสธโดยบอกเพียงว่าไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มของตน ผู้รับผิดชอบคนนั้นจึงสันนิษฐานว่า อาจเป็นฝีมือของกลุ่มที่ยังไม่เข้าร่วมการพูดคุยสันติภาพ

การพูดคุยสันติภาพที่ตั้งแต่ปี 2557 ทางการได้เลี่ยงคำว่าสันติภาพโดยใช้คำว่าสันติสุขแทนนั้น มีความคืบหน้าบ้าง พลเอกวัลลภ รักเสนาะหัวหน้าคณะพูดคุยคนปัจจุบันให้ข่าวผ่านกรมประชาสัมพันธ์ว่า ในการประชุมเมื่อวันที่ 31 มีนาคม และ 1 เมษายน 2565 กับคณะผู้แทนบีอาร์เอ็น นำโดยอุซตาส อานัส อับดุลเราะห์มาน ซึ่งเป็นการพูดคุยแบบเต็มคณะ ครั้งที่ 4 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมี ตันซรี อับดุล ราฮิม บิน โมฮัมหมัด นอร์ เป็นผู้อำนวยความสะดวก และมีผู้เชี่ยวชาญร่วมสังเกตการณ์ด้วยนั้น ผลการพูดคุยฯ มีความก้าวหน้า ดังนี้

1) การรับรองเอกสาร General Principle หรือ “หลักการทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข” ซึ่งกำหนดให้กระบวนการพูดคุยฯเป็นกระบวนการที่มีเกียรติและเปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย เพื่อบรรลุทางออกทางการเมือง ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ตามแนวคิดชุมชนปาตานีภายใต้ความเป็นรัฐเดี่ยวของราชอาณาจักรไทยตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

2) ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันใน “ความริเริ่มรอมฎอนสันติสุข” ด้วยการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อสันติสุขในห้วงเดือนรอมฎอน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างปลอดภัย และเพื่อลดความรุนแรงในพื้นที่ โดยต่างฝ่ายต่างปฏิบัติอย่างเกื้อกูลกัน

3) ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยเรื่องบทบาทและขอบเขตหน้าที่การทำงานของคณะทำงานร่วมเพื่อขับเคลื่อนการพูดคุยในประเด็นสารัตถะ 3 คณะ ประกอบไปด้วย (1) คณะทำงานร่วมเรื่องการลดความรุนแรง (2) คณะทำงานร่วมเรื่องการปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ และ (3) คณะทำงานร่วมศึกษาการแสวงหาทางออกทางการเมือง โดยมีการมอบหมายบุคคลเป็นผู้ประสานงาน (contact persons) ของแต่ละคณะทำงานจำนวน 3 คนจากแต่ละฝ่าย (ดู https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/86346)

กล่าวได้ว่า “ความริเริ่มรอมฎอนสันติสุข” อันเป็นผลจากประชุมคณะพูดคุยฯแบบเต็มคณะครั้งที่ 4 เป็นการทดสอบความร่วมมือระหว่างฝ่ายความมั่นคงกับฝ่ายแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (บีอาร์เอ็น) ผลปรากฏว่า ระหว่างวันที่ 3-22 เมษายน 2565 บรรยากาศการใช้ความรุนแรงลดลงอย่างเห็นได้ชัด ได้มีการบันทึกเหตุการณ์รุนแรงโดยกลุ่มอิสระติดตามผลของข้อตกลงไว้ได้จำนวนรวม 38 เหตุการณ์ แต่เหตุการณ์ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับการสู้รบระหว่างฝ่ายความมั่นคงกับฝ่ายบีอาร์เอ็น สังเกตว่าการมีกลไก “กลุ่มอิสระติดตามผลฯ” ดังกล่าว ทำให้ข้อตกลงดูจริงจังและน่าเชื่อถือมากขึ้น และอาจมีส่วนช่วยลดความรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอนที่ผ่านมาด้วย (ดู https://www.bbc.com/thai/thailand-61268240) และเป็นเรื่องที่คณะทำงานร่วมเพื่อลดความรุนแรงจะสานต่อต่อไป

การเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอีกคราวหนึ่งคือการรวมกลุ่มเยาวชนในวันรายอที่ 3 (วันที่ 4 พฤษภาคม 2565) ที่หาดวาสุกรี อ.สายบุรี จ.ปัตตานี จัดโดยสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ  (Civil Society Assembly For Peace – CAP) มีผู้เข้าร่วมนับหมื่นคน และมีการกล่าวคำปฏิญาณ (Ikrar) ซึ่งมีข้อความบางตอนดังนี้ “เราเยาวชนปาตานี ขอสัญญาด้วยนามของพระเจ้าว่า เราจะอาสาและเสียสละแรงกาย แรงใจ ทรัพย์สิน ความรู้ ประสบการณ์ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางสังคมและพี่น้องประชาชน ด้วยความมุ่งมั่นและสำนึก เพื่อความสงบสุข เราขอสัญญาว่าจะปกป้องและช่วยเหลือความทุกข์ยากของประชาชน เพื่อไม่ให้มีการกดขี่ เราขอสัญญาว่าจะยืนหยัดและเชิดชูความยุติธรรมและมนุษยธรรม เราขอสัญญาว่าพร้อมที่จะรับใช้ศาสนา ชาติพันธุ์ และมาตุภูมิ เพื่อความเป็นหนึ่ง” (ดูhttps://www.youtube.com/watch?v=jTkuE9T6dP8)

ต่อมาฝ่ายความมั่นคงได้เชิญแกนนำที่ร่วมจัดการรวมกลุ่มดังกล่าวมาซักซ้อมความเข้าใจ (ดูhttps://www.isranews.org/article/south-news/south-slide/109005-malayuidentity.html) ได้ความว่าเป็นการรวมตัวของเยาวชนมลายูมุสลิมชายแดนใต้ ซึ่งมีคำเรียกในภาษามลายูถิ่นว่า “เปอร์มูดอ” เพื่อประกวด “ภาพหมู่ชุดแต่งกายมลายู” แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบางคนมองว่า เห็นด้วยกับการมุ่งแสดงอัตลักษณ์มลายู แต่อาจมีการขับเคลื่อนงานการเมืองของกลุ่มผู้เห็นต่างรวมอยู่ด้วยในบางส่วน

ขอย้อนกลับไปหลังการรัฐประหารในปี 2557 ได้ไม่นาน รัฐบาลได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 230/2557 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 เรื่อง การจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยคำสั่งดังกล่าวกำหนดให้มีกลไกการทำงานใน 3 ระดับ ดังนี้ ระดับที่ 1 ให้มี “คณะกรรมการอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ระดับที่ 2 ให้มี “คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้” ซึ่งปัจจุบันมีพลเอกวัลลภเป็นหัวหน้าคณะฯ ระดับที่ 3 ให้มี “คณะประสานงานระดับพื้นที่” ซึ่งมีผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.กอ.รมน.) ภาค 4 เป็นหัวหน้าคณะประสานงานฯ

สำหรับการดำเนินงานในระดับที่ 3 ผอ.กอ.รมน. ภาค 4 ได้จัดให้มีคณะประสานงานระดับพื้นที่ ซึ่งรู้จักกันในชื่อย่อ ว่า สล.3 (ไม่ทราบว่าย่อมาจากสำนักงานเลขานุการระดับ 3 ใช่หรือไม่) ประกอบด้วยตัวแทนจากภาคประชาสังคมและจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ข้อตกลงที่เป็น “หลักการทั่วไปฯ” ดังกล่าวข้างต้น ได้กำหนดประเด็นสารัตถะในการพูดคุยไว้ 3 ประเด็น ประเด็นแรกเป็นเรื่องการลดความรุนแรง ประเด็นที่สองเป็นเรื่องการปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ ประเด็นที่สามเป็นเรื่องการแสวงหาทางออกทางการเมือง การมี “กลุ่มอิสระเพื่อการติดตามผล” แม้จะยังไม่ใช่กลไกที่มาจากคณะทำงานร่วมเรื่องการลดความรุนแรงก็ตาม แต่ถือได้ว่าเป็นกลไกนำร่องในเรื่องนี้กลไกหนึ่ง การมี สล. 3 น่าจะเป็นกลไกที่มาเสริมในประเด็นสารัตถะที่สอง คือการปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ แม้จะยังไม่ใช่กลไกร่วมก็ตาม

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 ที่โรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี ปัตตานี พลโท เกรียงไกร ศรีรักษ์ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้จัดให้มีการประชุมประสานงานในพื้นที่ (สล. 3) ครั้งที่ 5/2565 พลโทเกรียงไกรยืนยันว่าเห็นด้วยกับการเปิดพื้นที่แสดงอัตลักษณ์มลายูมุสลิม ขณะเดียวกันที่ประชุม สล. 3 ได้พิจารณาเรื่องการต่อเวลาจากรอมฎอนสันติ โดยขยายต่อถึงห้วงเวลา อิดิลอัฎฮาสันติ และอาจมีข้อตกลงในเรื่อง “การเข้าพรรษาสันติ” ในโอกาสต่อไปด้วย ซึ่งสะท้อนการเคารพความหลากหลายของคนในพื้นที่ ที่ประชุมเห็นด้วยกับการสร้างพื้นที่สันติหรือพื้นที่ปลอดภัย แต่น่าจะแยกเรื่อง “รอมฎอนสันติ” และ “การเข้าพรรษาสันติ” ออกจากกัน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ผลได้ชัดเจนขึ้น

ประเด็นสารัตถะประเด็นแรกในเรื่องความปลอดภัย น่าจะเป็นจุดร่วมทั้งของมุสลิม ชาวพุทธและฝ่ายความมั่นคงได้ดี ประเด็นสารัตถะประเด็นที่สองน่าจะอยู่ที่การมีพื้นที่กลาง (common space) ให้ทั้งมุสลิม ชาวพุทธและฝ่ายความมั่นคงได้พูดคุยแบบสานเสวนา (dialogue) อย่างเปิดกว้าง ปลอดภัย แม้จะเป็นความเห็นทางการเมือง เช่น ในเรื่อง เมอร์เดกา และ ออโทโนมี ที่ฝ่ายรัฐรับว่าไม่ค่อยเห็นด้วย หรือมองว่าผิดกฎหมาย ก็ทำได้แต่ขอเพียงอย่างเดียวว่า อย่าปลุกปั่นความเกลียดชัง อย่าชักชวนให้ใช้ความรุนแรง และอย่าดูหมิ่นศาสนาของผู้อื่นเพราะคงไม่มีใครชอบให้ใครมาดูหมิ่นศาสนาของตน แต่พอมาถึงประเด็นสารัตถะที่สามเรื่องการแสวงหาทางออกทางการเมืองนี่ซิ คณะทำงานร่วมจะทำหน้าที่ “ศึกษา” เพียงเท่านั้นหรือ หรือว่าจะ “ขับเคลื่อน” ได้ด้วย เพราะเรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องระดมความเห็นพ้องของคนจำนวนมาก และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็อยากระดมคนมาสนับสนุนความเห็นของฝ่ายตน

แต่ผมคิดว่าอย่าศึกษานานเกินไป ตอนนี้มีกระแสการรับรู้แล้วว่า รัฐราชการรวมศูนย์ไม่ใช่การบริหารราชการที่ดีที่สุด อันที่จริง รัฐประชาธิปไตยทั้งหลายเคยเป็นรัฐรวมศูนย์มาก่อน แล้วก็ค่อย ๆ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น มีปัญหาบ้างก็แก้ไขไป สุดท้ายรัฐประชาธิปไตยที่ให้อำนาจแก่ท้องถิ่นในการดูแลปัญหาของท้องถิ่นเองดูจะเป็นรูปแบบที่พิสูจน์ตัวเองแล้ว คนที่หลงเชื่ออำนาจนิยมก็ขาดความน่าเชื่อถือลงทุกที กระแสการรับรู้ดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่สร้างความหวังแก่คนจำนวนมาก ว่าเป็นไปได้ที่ฝ่ายการเมืองที่ทำงานกับฝ่ายประจำอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่กันนั้นจะทำให้เกิดผลดีแก่กลุ่มเป้าหมายคือประชาชน

บทความลงหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2565 ฉบับหนึ่ง มีชื่อว่า “จาก ‘ชัชชาติ’ สู่เลือกตั้ง ผวจ.” และเสนอความเห็นว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดที่แต่งตั้งจากส่วนกลางไม่ได้ยึดโยงกับพื้นที่โดยตรง ไม่กล้าทำตามเสียงของประชาชนในพื้นที่ ต้องรออนุมัติจากส่วนกลาง บางปัญหาต้องการการวางแผนและแก้ไขหลายปี แต่ “ผู้ว่าฯ” แต่งตั้งบางคนอยู่ในตำแหน่ง 2 ปี เพียงเพื่อใช้เป็นทางผ่านสู่ตำแหน่งอื่น กระนั้นก็ดี มีเสียงแสดงความกังวลว่า จังหวัดที่จะเลือกตั้งผู้ว่าต้องมีความพร้อมด้วย โดยคิดในเรื่องเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ขณะเดียวกัน มีคอลัมนิสต์อีกคนหนึ่งเขียนว่า จังหวัดที่มีรายได้สูง เช่น กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ฯลฯ มักรั้งท้ายในเรื่องดัชนีความสุขของประชากร สู้จังหวัดที่ยากจนที่สุดอย่างแม่ฮ่องสอนหรือนราธิวาสไม่ได้ ที่รายได้ต่อหัวน้อยที่สุดก็ตาม แต่กลับมีความสุขมากที่สุด

ผมคิดว่าควรมีกฎหมายว่าด้วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เหมือนกฎหมายกรุงเทพมหานคร แต่ต่างกันที่ว่าเป็นกฎหมายกลาง เขียนทำนองว่าจังหวัดใดมีความพร้อมในด้านเศรษฐกิจ และในด้านอัตลักษณ์ทางสังคมวัฒนธรรม ให้ออกพระราชกฤษฎีกาให้มีการลงประชามติเพื่อวัดความพร้อมทางการเมือง ถ้าประชากรส่วนใหญ่ในจังหวัดเห็นชอบในหลักการการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่ให้โอนย้าย “งาน คน และเงิน” จากราชการส่วนภูมิภาคสู่ราชการส่วนท้องถิ่น อย่างมีแบบแผนขั้นตอนภายในกำหนดเวลา 5 ปี ยกเว้นงานที่เกี่ยวกับความมั่นคง การคลัง และการต่างประเทศ และงานที่ต้องการความร่วมมือจากหลายจังหวัดเป็นสำคัญ ถ้าประชาชนโดยการออกเสียงประชามติเห็นด้วยในหลักการ ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดร่วมกับจังหวัด ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษของจังหวัดนั้น โดยมีแบบแผนขั้นตอนการจัดตั้งฯที่ชัดเจน แล้วเสนอขอประชามติอีกครั้งก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งฯอย่างเป็นทางการต่อไป

สำหรับชื่อตำแหน่งของหัวหน้าฝ่ายบริหารขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มาจากการเลือกตั้ง ขอเสนอให้ใช้ชื่อว่า “ผู้ว่าราชการจังหวัด” เพื่อให้หมายถึงผู้ที่มีอำนาจหน้าที่สูงสุดในการบริหารราชการในจังหวัด ส่วนตำแหน่งของผู้ที่ส่วนกลางจะแต่งตั้งให้มาช่วยบริหารราชการที่ยังขึ้นอยู่กับส่วนกลาง ขอเสนอให้ใช้ชื่อว่า “ผู้กำกับราชการจังหวัด” เพื่อแสดงว่ามีอำนาจหน้าที่หลักในการสนองนโยบายส่วนกลางและการกำกับให้การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นไปตามกฎหมาย หากมีข้อพิพาทระหว่าง “ผู้ว่าฯ” กับ “ผู้กำกับฯ” ก็ขอให้องค์กรที่ไม่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง เช่น คณะอนุญาโตตุลาการ คณะกรรมการกฤษฎีกาหรือศาลปกครองเป็นผู้วินิจฉัย

สำหรับสามจังหวัดในชายแดนใต้ อาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติมคือ การสงวนตำแหน่งทางการเมืองส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการศึกษาและวัฒนธรรม ไว้ให้แก่ชาวพุทธที่เป็นคนส่วนน้อยในพื้นที่

ผมกำลังตั้งความหวังว่า ถ้ากรุงเทพฯที่ดีกว่าเป็นไปได้ จังหวัดอื่นที่พร้อมในด้านเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมและการเมืองย่อมดีกว่าได้เช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งส่วนใหญ่และส่วนน้อย ทั้งรวยและจน ทั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้และในจังหวัดอื่น ๆ

หมายเหตุ – ข้อมูลที่นำมาใช้เขียนบทความนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จากฆอซาลี อาแว ศูนย์สันติวิธีชายแดนใต้ ม. มหิดล

โคทม อารียา

Tags: newsข่าวจังหวัดปัตตานี
Previous Post

ตร.กระบี่จับยกแก๊งค้ายาเสพติด ยึดยาบ้ากว่า 1.2 แสนเม็ด ตามยึดทรัพย์ได้อีก 3 ล้าน

Next Post

ครูสอนศาสนาพลั้งมือซ้อมเด็กพิเศษอาการสาหัส

ปัตตานี

ปัตตานี

เมืองงามสามวัฒนธรรม ศูนย์ฮาลาลเลิศล้ำ ชนน้อมนำศรัทธา ถิ่นธรรมชาติงามตา ปัตตานีสันติสุขแดนใต้

Related Posts

ข่าว

ม.อ.เผยผลวิจัย พบ.ผู้ป่วยปอดบวมจากโควิด เสี่ยงติดวัณโรคมากกว่าคนทั่วไป 7 เท่า

กุมภาพันธ์ 1, 2023
'สมชัย'-สงสัย-กกต.-แบ่งเขตเลือกตั้งผิด?-หลังเอาจำนวน-ผู้ไม่มีสัญชาติไทยมาคำนวณ
ข่าว

'สมชัย' สงสัย กกต. แบ่งเขตเลือกตั้งผิด? หลังเอาจำนวน ผู้ไม่มีสัญชาติไทยมาคำนวณ

มกราคม 31, 2023
ข่าว

ผู้ว่าหญิงปัตตานี นำทีมปั่นจักรยานแนะนำแหล่งท่องเที่ยว

มกราคม 29, 2023
ข่าว

อุตุฯเตือนดูแลสุขภาพอากาศหนาวเย็นลง

มกราคม 29, 2023
“นิพนธ์”เดินหน้าทำชายแดนใต้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหาร-|-เดลินิวส์
ข่าว

“นิพนธ์”เดินหน้าทำชายแดนใต้เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางด้านอาหาร | เดลินิวส์

มกราคม 26, 2023
ข่าว

‘

มกราคม 26, 2023
Next Post
ครูสอนศาสนาพลั้งมือซ้อมเด็กพิเศษอาการสาหัส

ครูสอนศาสนาพลั้งมือซ้อมเด็กพิเศษอาการสาหัส

บทความ แนะนำ

No Content Available

หมวดบทความ

การก่อสร้าง การขนถ่ายสินค้า การขุด หรือเจาะบ่อน้ำ การค้าวัสดุก่อสร้าง การฆ่าสัตว์ การผลิต การบรรจุก๊าซ การผลิตน้ำมันพืช การผลิตน้ำแข็ง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การผลิตรองเท้า การผลิตเส้นไหม การรีดโลหะ ผลิตเหล็ก การหล่อหลอม การกลึงโลหะ การเลี้ยงสัตว์ กิจกรรม ข่าว ตรวจหวย ธุรกิจ บริการซัก อบ รีด บริษัท ปัตตานี มูลนิธิ ร้านค้า วิถีชีวิต สถานที่ท่องเที่ยว สถานศึกษา สพป.ปัตตานี เขต 1 สพป.ปัตตานี เขต 2 สพป.ปัตตานี เขต 3 สพม.เขต 15 สมาคม สำนักงานจัดการเดินทาง หน่วยงานราชการ อบต. อาหาร เอสเอ็มอี แฟรนไชส์ โรงงาน โรงพยาบาล บริการสุขภาพ โรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนศิลปะและกีฬา โรงเรียนสอนวิชาชีพ โรงเรียนสอนศาสนา โรงเรียนสามัญ โอทอป

เกี่ยวกับเรา ปัตตานี



เป็นศูนย์รวมในการนำเสนอข้อมูลเพื่อสนับสนุนธุรกิจด้านการท่องเที่ยวในจังหวัด และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะและ ให้คำแนะนำเพื่อเป็นประโยชน์แก่สมาชิก อีกทั้งยังเผยแพร่ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ต่าง ๆ อีกด้วย

Unable to open file!